ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดพุ่ง 3% รับน้ำมันร่วง-ความหวังดีลสันติภาพ, จับตาประชุมเฟด

  

ข่าวต่างประเทศ Saturday June 13, 2026 07:07 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันศุกร์ (12 มิ.ย.) แต่ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้นนั้นยังคงกดดันทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า

 

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 124.80 ดอลลาร์ หรือ 3.03% ปิดที่ 4,238.80 ดอลลาร์/ออนซ์


นักวิเคราะห์จาก Zaner Metals กล่าวว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงก็ตาม


ราคาน้ำมันปรับตัวลงมากกว่า 3% หลังมีรายงานว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติสงครามในอ่าวเปอร์เซีย อาจได้รับการลงนามอย่างเร็วที่สุดในวันอาทิตย์นี้ (14 มิ.ย.) อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Fars ของอิหร่านปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว โดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับการเจรจา


ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันมาตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. จากความกังวลว่า เงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันจะทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง


แม้นักลงทุนจะมองทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักส่งผลลบต่อทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย


ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 57% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธ.ค. 2569


ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคพุ่งสูงกว่า 4%


ความสนใจของตลาดยังมุ่งไปที่การประชุมกำหนดนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 16-17 มิ.ย. นี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม


UBS ปรับลดมุมมองต่อราคาทองคำ โดยเตือนว่าการเลื่อนเวลาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดออกไป จะกดดันให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ 3,850-4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะใกล้


ด้าน Rolex ได้ปรับขึ้นราคานาฬิกาทองคำทั่วโลกเฉลี่ย 5% ในเดือนนี้ ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นราคาครั้งที่ 2 ในรอบปีสำหรับตลาดหลัก ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และสหรัฐฯ