ภาวะตลาดน้ำมันน้ำมัน WTI ปิดร่วง $2.5 หลังตลาดคลายกังวลความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน
ข่าวต่างประเทศ Saturday June 6, 2026 06:42 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% ในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) หลังนักลงทุนเชื่อว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มผ่อนคลายลง และมีโอกาสน้อยลงที่จะเกิดความขัดแย้งรอบใหม่
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 2.5 ดอลลาร์ หรือ 2.69% ปิดที่ 90.54 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 1.94 ดอลลาร์ หรือ 2.04% ปิดที่ 93.09 ดอลลาร์/บาร์เรล
แม้ราคาปรับลงในวันศุกร์ แต่ทั้งเบรนท์และ WTI ยังปิดสัปดาห์นี้ในแดนบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ โดยเบรนท์เพิ่มขึ้น 1.18% และ WTI เพิ่มขึ้นราว 3.64%
นักวิเคราะห์จาก Price Futures Group ระบุว่า ตลาดไม่เห็นสัญญาณการยกระดับความขัดแย้ง แม้ยังไม่มีข้อตกลง แต่บรรยากาศกำลังสะท้อนถึงการคลี่คลายความตึงเครียด
Petroleum Development Oman ระบุว่า การดำเนินงานที่ท่าเรือ Mina al Fahal ไม่ได้รับผลกระทบ แม้ก่อนหน้านี้มีรายงานการระงับการขนถ่ายน้ำมันหลังเกิดเหตุระเบิดใกล้จุดจอดเรือ โดยโอมานส่งออกน้ำมันราว 800,000900,000 บาร์เรลต่อวันผ่านท่าเรือดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่คืบหน้า และปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางน้ำมันสำคัญของโลกยังอยู่ในระดับต่ำ
นักวิเคราะห์จาก Commerzbank ระบุว่า ความหวังข้อตกลงที่เลือนหายส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์นี้ แต่ถูกจำกัดด้วยสต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง การส่งออกที่ถูกเปลี่ยนเส้นทาง และอุปสงค์ที่อ่อนแอลง
กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง ด้านอิหร่านยังยืนยันว่าการหยุดยิงในเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ายังมีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิสราเอลและเลบานอน
นักวิเคราะห์จาก IG ระบุว่า บรรยากาศตลาดยังเต็มไปด้วยข่าวที่ขัดแย้งกัน ขณะที่กลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ยังคงคาดการณ์ความต้องการน้ำมันเติบโต 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้มีความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลการขนส่งทางเรือระบุว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี จากผลกระทบของการปิดล้อมทางทะเลโดยสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันที่อ่อนแอในจีนยังคงกดดันราคาน้ำมันของอิหร่าน
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดร่วงกว่า 3% หลังจ้างงานสหรัฐฯ แกร่ง ดับหวังเฟดลดดอกเบี้ย
ข่าวต่างประเทศ Saturday June 6, 2026 06:57 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงราว 3% ในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งตอกย้ำมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น ท่ามกลางความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนจากสงครามในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วงลง 139.70 ดอลลาร์ หรือ 3.10% ปิดที่ 4,365.30 ดอลลาร์/ออนซ์
สำนักงานสถิติแรงงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง หลังจากเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 179,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลสำรวจคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 85,000 ตำแหน่ง หลังจากก่อนหน้านี้รายงานว่า เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย.
นักวิเคราะห์จาก TD Securities กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่สงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่ราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง มีความเป็นไปได้น้อยมากที่เฟดจะอยู่ในภาวะพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการถือครองทองคำสูงขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นหลังการเปิดเผยข้อมูลจ้างงาน ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ราคาทองคำร่วงลงแล้วมากกว่า 17% นับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. 2569 ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวได้ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักราว 72% ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME เทียบกับราว 50% ก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน
นอกจากนี้ ความต้องการซื้อทองคำในอินเดียยังค่อนข้างซบเซาในสัปดาห์นี้ ขณะที่ค่าพรีเมียมของทองคำในจีนปรับตัวลงเช่นกัน
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดร่วง 695.15 จุด หุ้นเทคฯ ดิ่ง-จ้างงานแกร่งดับความหวังลดดอกเบี้ย
ข่าวต่างประเทศ Saturday June 6, 2026 06:32 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) หลังหุ้นเทคโนโลยีดิ่งลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 จากรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนพ.ค.ที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเปลี่ยนนโยบายไปในทิศทางเข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,866.78 จุด ลดลง 695.15 จุด หรือ -1.35%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,383.74 จุด ลดลง 200.57 จุด หรือ -2.64% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,709.43 จุด ลดลง 1,121.53 จุด หรือ -4.18%
แรงขายกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มชิปและหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี Nasdaq Composite และ S&P500 ต่างทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้งก่อนหน้านี้
ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปิดร่วงลงอย่างหนัก โดยแรงเทขายหุ้นชิปกดดันดัชนี Nasdaq ร่วงลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 ขณะที่ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ร่วงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563 ทำให้มูลค่าตลาดหายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนี S&P500 ยุติสถิติการปรับขึ้นต่อเนื่องรายสัปดาห์ถึง 9 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่รอบก่อนที่สิ้นสุดในเดือนธ.ค. 2566
นักวิเคราะห์จาก Carson Group ระบุว่า หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง 9 สัปดาห์ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ในที่สุดแรงขายก็ปะทุขึ้นในวันนี้ พร้อมเสริมว่าตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดทำให้เฟดตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากต่อการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ตลาดจึงเทขายหุ้นที่เป็นผู้นำการปรับขึ้นก่อนหน้านี้
ด้านนักวิเคราะห์จาก Wells Fargo กล่าวว่า การร่วงลงของตลาดครั้งนี้ขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านการจัดพอร์ตมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน พร้อมระบุว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป จึงเกิดแรงขายทำกำไร แต่ยังไม่มองว่าเป็นจุดจบของแนวโน้มขาขึ้นของหุ้นกลุ่มนี้
ตัวเลขจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า การจ้างงานเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มากกว่า 2 เท่า ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% โดยรายงานดังกล่าวแม้สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดในระยะใกล้แทบหมดไป
ขณะนี้ตลาดการเงินให้น้ำหนักราว 42.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME
ความหวังที่ลดลงต่อการยุติสงครามในตะวันออกกลางและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยังสร้างความกังวลว่า แรงกดดันด้านราคาพลังงานอาจลุกลามเป็นเงินเฟ้อในวงกว้าง
อิหร่านยืนยันสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากเลบานอนตอนใต้ ทำให้ความพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่รวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยิ่งซับซ้อนมากขึ้น โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เจรจาหยุดยิงไปแล้ว 3 ครั้ง แม้ความรุนแรงจะลดลง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงตอบโต้กันด้วยการโจมตีทางอากาศ
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P500 นั้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนัก 5.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นปรับตัวขึ้นมากที่สุด
หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด ร่วง 6.2% ขณะที่หุ้น Intel, Micron, AMD และ Broadcom ร่วงลงระหว่าง 7.9% ถึง 13.3%
หุ้น Lululemon Athletica ร่วง 8.6% หลังปรับลดคาดการณ์กำไรทั้งปีและคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่หุ้น Cooper Companies พุ่งขึ้น 8.6% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ดีกว่าคาด
หุ้นในกลุ่มคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง Coinbase และ Strategy ร่วง 7.1% และ 6.9% ตามลำดับ จากแรงกดดันของราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลง 4.1%
ด้าน S&P Global ระบุว่าจะไม่เปลี่ยนเกณฑ์คุณสมบัติของดัชนีหลัก ซึ่งเท่ากับปิดโอกาสที่หุ้น SpaceX ของอีลอน มัสก์ จะเข้าสู่ดัชนี S&P500 ได้อย่างรวดเร็วหลังเข้าตลาดหุ้น แม้มีแผนทำ IPO ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
S&P Dow Jones Indices จะประกาศผลการปรับดัชนี S&P500 หลังปิดตลาด ขณะที่ Marvell Technology ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีโอกาสถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนีดังกล่าว